พระสูตร · พระปริตร · พระพุทธพจน์
รตนสูตร
Ratana Sutta
รตนสูตร (Ratana Sutta) เป็นพระสูตรในพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท พระพุทธเจ้าทรงแสดงเมื่อเมืองเวสาลีประสบภัยทั้งสามประการ ได้แก่ โรคระบาด ทุพภิกขภัย และอมนุษย์เบียดเบียน โดยทรงสรรเสริญคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พร้อมยืนยันด้วยสัจวาจาว่า เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ (ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี) จึงได้รับการสืบทอดเป็นพระปริตรที่นิยมสวดเพื่อความเป็นสิริมงคล ความผาสุก และความร่มเย็นแก่หมู่ชน
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
เหล่าภูตทั้งหลายที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ทั้งที่อยู่ภาคพื้นดินและในอากาศ
ขอภูตทั้งปวงจงมีใจแช่มชื่น และขอจงตั้งใจฟังคำที่จะกล่าวต่อไปนี้โดยเคารพ
ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา
เพราะฉะนั้น ภูตทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ขอจงแผ่เมตตาแก่หมู่มนุษย์
ที่นำพลีกรรมมาให้ทั้งกลางวันกลางคืน เพราะฉะนั้นจงคุ้มครองหมู่มนุษย์เหล่านั้นด้วยความไม่ประมาทเถิด
ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ทรัพย์ใดๆ ในโลกนี้หรือโลกอื่น หรือรัตนะอันประณีตใดในสวรรค์ ทรัพย์นั้นจะเสมอด้วยพระตถาคตเจ้าหามีไม่
พระพุทธเจ้าเป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ธรรมอันสิ้นกิเลส สิ้นราคะ เป็นอมตะอันประณีต ที่พระศากยมุนีผู้มีจิตตั้งมั่นทรงบรรลุแล้ว
ไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยธรรมนั้น พระธรรมเป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงสรรเสริญสมาธิอันบริสุทธิ์ว่าให้ผลต่อเนื่องไม่ขาดสาย
สมาธิใดจะเสมอด้วยสมาธินั้นไม่มี พระธรรมเป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
บุคคลแปดจำพวกที่บัณฑิตสรรเสริญ นับเป็นสี่คู่ เป็นสาวกผู้ควรแก่ทักษิณาของพระสุคต
ทานที่ถวายแก่ท่านเหล่านี้ย่อมมีผลมาก พระสงฆ์เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ผู้มีใจมั่นคง ปฏิบัติดีแล้วในศาสนาของพระโคดม ไม่มีความอยาก บรรลุถึงอมตธรรมที่ควรบรรลุ
ได้เสวยความดับกิเลสโดยไม่ต้องซื้อหา พระสงฆ์เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย
ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
เสาเขื่อนที่ปักลงในแผ่นดิน ย่อมไม่หวั่นไหวแม้ลมพัดมาทั้งสี่ทิศฉันใด
บุคคลผู้เห็นอริยสัจแจ้งชัดแล้ว ก็ไม่หวั่นไหวฉันนั้น เราเรียกบุคคลเช่นนี้ว่าสัตบุรุษ
พระสงฆ์เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ผู้ใดรู้แจ้งอริยสัจทั้งหลายที่พระผู้มีปัญญาลึกซึ้งทรงแสดงไว้ดีแล้ว แม้ผู้นั้นจะยังประมาทอยู่บ้าง
ก็จะไม่ถือกำเนิดเป็นภพที่แปดอีก พระสงฆ์เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
เพราะผู้ถึงพร้อมด้วยความเห็นชอบ ย่อมละธรรม 3 ประการได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา
และการยึดถือศีลพรตผิดๆ ทั้งเป็นผู้พ้นจากอบายทั้งสี่แล้ว และไม่อาจทำอนันตริยกรรม 6 ประการ
พระสงฆ์เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
แม้ผู้นั้นจะทำกรรมชั่วบ้าง ด้วยกาย วาจา หรือใจ ก็ไม่อาจปกปิดกรรมนั้นไว้ได้
เพราะท่านผู้เห็นทางแล้วย่อมไม่ปกปิดความชั่ว พระสงฆ์เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห
ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พุ่มไม้ในป่าที่ผลิดอกบานสะพรั่งในเดือนต้นแห่งฤดูร้อนฉันใด
พระธรรมอันประเสริฐที่ทรงแสดงเพื่อให้ถึงพระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งก็ฉันนั้น
พระพุทธเจ้าเป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้รู้สิ่งประเสริฐ ผู้ประทานสิ่งประเสริฐ ผู้นำมาซึ่งสิ่งประเสริฐ ไม่มีผู้ใดยิ่งกว่า
ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ พระพุทธเจ้าเป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
กรรมเก่าของท่านสิ้นแล้ว กรรมใหม่ก็ไม่เกิดขึ้นอีก มีจิตคลายจากภพต่อไป
มีพืชแห่งภพสิ้นแล้ว ไม่มีความอยากงอกงามขึ้นอีก ท่านผู้มีปัญญาย่อมดับไปเหมือนประทีปดวงนี้
พระสงฆ์เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
เหล่าภูตทั้งหลายที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ทั้งที่อยู่ภาคพื้นดินและในอากาศ
ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี
ความหมายโดยรวม
รตนสูตรเป็นพระสูตรที่สรรเสริญคุณอันประเสริฐของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยใช้ "สัจจะ" เป็นเหตุแห่งความสวัสดี ไม่ใช่อำนาจเหนือธรรมชาติ พระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่า ความผาสุกที่แท้จริงเกิดจากการระลึกถึงพระรัตนตรัย การตั้งมั่นในธรรม และการดำเนินชีวิตตามความจริงอันประเสริฐ จึงเป็นพระปริตรที่ได้รับการสวดสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องในพระพุทธศาสนาเถรวาทกว่า 2,500 ปี
ข้อมูลอ้างอิง
- พระไตรปิฎก ฉบับบาลี ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ : รตนสูตร
- พระไตรปิฎก ฉบับบาลี ขุททกนิกาย สุตตนิบาต (มหาวรรค) : รตนสูตร
- อรรถกถาขุททกปาฐะ (ปรมัตถโชติกา)